แพทย์นวัตกร…นวัตกรรม หัวใจสำคัญยุคโควิด-19

admin
0 0

Sharing is caring!

Read Time:4 Minute, 48 Second

โควิด-19 เปลี่ยนโลก ผลักดันนวัตกร และนวัตกรรม กลายเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนประเทศให้อยู่รอด รองรับ New Normal ในทุกๆ ภาคส่วน

“รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์” คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปรียบวิกฤติโควิด-19 ว่าเป็น The Fight of the Century หรือ “การต่อสู้แห่งศตวรรษ” ระหว่างมนุษย์ 7.8 พันล้านคน กับไวรัสที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นานาประเทศต่างเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดที่เขย่าโลกให้ปั่นป่วน และล๊อคดาวน์เมืองต่างๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

การสร้างบุคลากรรองรับวิถีใหม่เปลี่ยนโลก New Normal ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พัฒนาหลักสูตรผลิต “แพทย์นวัตกร” หรือหลักสูตรร่วมแพทย์-วิศวะ (พ.บ. – วศ. ม.) เรียน 3-1-3 ปี ได้สองปริญญา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี เช่นเดียวกับหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ ที่เปิดสอนเป็นแห่งแรกในอาเซียนมากว่า 22 ปี ตอบโจทย์ยุคที่โลกเผชิญสงครามชีวภาพโควิด-19 ซึ่งมีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เป็นแนวหน้า วิศวกรและนวัตกรเป็นกองหนุน

3 นวัตกรและนักวิชาการรุ่นใหม่ “ชวพล ดิเรกวัฒนะ” “สุวิพัฒน์ ฉลองวงศ์” และ “ดร.ดิลก ปืนฮวน” ผู้คิดค้นนวัตกรรม หุ่นยนต์ลำเลียง สู้โควิด -19 ร่วมกับ รศ.นพ.ดร.สรยุทธ์ ชำนาญเวช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หุ่นยนต์ตัวนี้ออกแบบมาใช้งานดูแลคนป่วยโควิด-19 ลดความเสี่ยงของแพทย์พยาบาล สามารถช่วยส่งของ ส่งอาหาร ลำเลียงเวชภัณฑ์ รับน้ำหนักได้ 100 กก.

ควบคุมด้วยระบบ IoT (Internet of Things) ทั้งสามารถสั่งการผ่านอินเทอร์เน็ต และสามารถทำหน้าที่สนทนาออนไลน์ระยะไกลระหว่างหมอกับคนไข้ (Telepresence) หรือประชุมออนไลน์กับผู้เกี่ยวข้องได้ด้วย

“ชวพล” นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันทำงานเป็นนักวิชาการศึกษา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า การมาของโควิด-19 ได้พลิกโลก…สังคมและพฤติกรรมของมนุษย์ให้เปลี่ยนไป รวมถึงการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งเป็นตัวเร่งบังคับ ให้แนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และ Digital Transformation เป็นจริงเร็วขึ้น

อีกหนึ่งผู้ค้นคิดหุ่นยนต์ลำเลียง “สุวิพัฒน์” ปัจจุบันทำงานที่ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า สถานะการณ์โควิด-19 เปรียบเสมือนการเปิดน่านน้ำเสรีใหม่ให้กับเหล่านักวิจัย นวัตกรทางการแพทย์ ได้เข้ามามีบทบาทและแสดงศักยภาพในการช่วยเหลือแก่สังคม หลายสิ่งเราทำได้ดีกว่าประเทศตะวันตกเสียอีก ทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ของคนไทยเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น

จะเห็นว่าโควิด-19 มาพร้อมกับความขาดแคลนหน้ากาก ชุด PPE อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ เราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการต่อสู้กับโควิด19 ทำให้เกิด DIY สิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยการแพทย์มากมาย หลายอย่างมีหลักการและใช้งานได้ดี แต่หลายๆอย่างก็สุ่มเสี่ยงอันตรายต่อคนป่วยและขัดต่อหลักความปลอดภัยทางวิศวกรรม เนื่องจากมีเวลาจำกัด ขาดองค์ความรู้ความเข้าใจทางวิศวกรรมชีวการแพทย์และการแพทย์

คิดว่าในอนาคตเมื่อแพทย์นวัตกรหรือวิศวกรชีวการแพทย์มีมากขึ้น กระจายตัวไปทำงานยัง รพ.ต่างๆ จะสามารถพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และผลักดันให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ๆ พร้อมไปกับยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยให้ดียิ่งขึ้นได้

“ดร.ดิลก ปืนฮวน” อาจารย์โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และศิษย์เก่าปริญญาเอก ภาควิชาชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วิกฤติไวรัสโควิด-19 ทำให้เราเห็นภาพชัดว่าประเทศไทยมีการพึ่งพาเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์จากต่างประเทศสูงมาก ต่อไปประเทศไทยคงจะให้ความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศและอุตสาหกรรมเฮลท์เทคมากยิ่งขึ้น วิศวกรและนวัตกรไทยมีฝีมือไม่แพ้ใคร ไทยเรามีข้อได้เปรียบเพราะเป็นฐานของอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ที่มาประยุกต์ใช้ได้ จะช่วยลดการนำเข้าและสำรองการผลิตอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานในภาวะฉุกเฉินในอนาคต

วิศวกรชีวการแพทย์ และ แพทย์นวัตกร นี้ เรียกได้ว่าเป็นดีไซเนอร์แห่งวงการแพทย์ บุคคลเหล่านี้จะเป็นพลังในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นี่แหละ คือสิ่งที่บรรดามหาเศรษฐีเมืองไทย ครอบครัวอยู่วิทยา ได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในจดหมายตอบรับ สนับสนุนสังคมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤติโควิด -19 โดยได้นำเสนอ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  1. การมีโรงงานผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มากพอ
    ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยจะลดการพึ่งพาเวชภัณฑ์จากต่างชาติ และหันมาส่งเสริมการผลิตในประเทศ ด้วยการสนับสนุนให้มีการตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยให้มากขึ้น และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนคนไทยจะมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ใช้อย่างเพียงพอเมื่อถึงคราวที่จำเป็ น
  2. การจัดตั้งคลังอาหารและเวชภัณฑ์แห่งชาติ
    โลกหลังโควิด-19 จะเปลี่ยนไป ความหวาดระแวงจะมีมากขึ้น ความวิตกกังวลจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต รัฐบาลควรที่จะสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการจัดตั้งคลังอาหารและเวชภัณฑ์แห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะมีอาหารและเวชภัณฑ์ที่เพียงพอหากต้องต่อสู้กับวิกฤติใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และเมื่อประชาชนมั่นใจการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า จะเป็ นไปด้วยความสบายใจ และเต็มศักยภาพยิ่งขึ้น
  3. การปลูกฝังการหาเลี้ยงชีพแบบพึ่งพาตนเอง
    ไทยถือเป็นประเทศที่มีวินัยทางการเงินการคลังที่ดีเยี่ยมประเทศหนึ่ง ถึงกระนั้นในยามวิกฤติเมื่อคนไม่มีเงินจะซื้ออาหาร รัฐบาลก็อาจจะจุนเจือคนทั้งประเทศได้ไม่เพียงพอและทั่วถึง การสอนให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ดูจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลก เรามีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์มากมาย แต่เราขาดการเรียนรู้เพื่อที่จะหามา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับคนไทยตั้งแต่เล็กๆ
Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Next Post

โคคา-โคล่า “For the Human Race” เชิดชูความงดงาม

โคคา-โคล่า เปิดตัวหนังสั้นออนไลน์ “For the Human Race” เชิดชูความงดงาม ของการร่วมแรงร่วมใจและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤตของผู้คนทั่วโลก

You May Like