“ไลอ้อน” ถอดรหัสความสำเร็จ “ธุรกิจคู่คุณธรรม”

admin
0 0

Sharing is caring!

Read Time:3 Minute, 53 Second

“ไลอ้อน ประเทศไทย” ถอดรหัสความสำเร็จ “ธุรกิจคู่คุณธรรม” 55 ปี เคียงคู่ครอบครัวคนไทย ฝ่ามรสุมด้วยการมองวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

การบริหารธุรกิจในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เผชิญหลายปัจจัยกดดันตั้งแต่โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สงครามระหว่างประเทศ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหลากหลาย ถือเป็นความท้าทายสำหรับทุกธุรกิจ ต้องพร้อมปรับตัวในทุกสถานการณ์ ซึ่ง “ไลอ้อน ประเทศไทย” ฝ่ามรสุมมาได้ด้วยการมองวิกฤตให้เป็นโอกาส

  • ถอดรหัสความสำเร็จ “ธุรกิจคู่คุณธรรม”

ชาติ จันทร์วิจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หากจะถอดรหัสความสำเร็จของ ไลอ้อน ประเทศไทย ที่ยืนหยัดเคียงคู่ครอบครัวคนไทยมาตลอดระยะเวลา 55 ปี มีนโยบายสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคเอเชียอย่างมีคุณธรรม มีทิศทางการพัฒนาธุรกิจเพื่อการมีสุขภาพที่ดีของทั้งพนักงาน ผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นสำคัญ ไม่หยุดพัฒนา เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์สุขภาวะที่ดีของผู้บริโภคทุกช่วงวัย สอดรับกับเทรนด์ในปัจจุบัน และเสริมสร้างความมั่นคงด้วยนโยบายบริหารนโยบายคุณภาพและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ปรัชญา “ธุรกิจคู่คุณธรรม” ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ พร้อมกับดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

  • เดินหมากเกมรุก “ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้”

กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ ไลอ้อนจะปรับเดินหมากเกมรุก ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง แบรนด์ที่ติดอันดับครองใจผู้บริโภค ได้แก่ โชกุบุสสึโมโนกาตาริ คิเรอิคิเรอิ โคโดโม และซิสเท็มมา สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจนั้นคือ ต้องปรับตัวให้เร็ว ให้ทันโลก พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจใหม่ อาทิ ธุรกิจเคมิคัล ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ ตั้งเป้าหมายก้าวข้ามกระแสความเปลี่ยนแปลง “ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้”

  • “Our Loss is our gain” ขาดทุน คือ กำไร

นอกจากการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย ไลอ้อนเรามีโครงการเพื่อสังคมหลายโครงการ อาทิ โครงการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี มอบทุนการศึกษา ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐานแก่นักศึกษาอาชีวะ ให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ ผ่านมาแล้วทั้งหมด 8 รุ่น สร้างนักศึกษาอาชีวะ 88 คน โดยผู้สำเร็จการศึกษาได้มาทำงานกับบริษัทถึง 26 คน

โครงการส่งเสริมสุขอนามัยช่องปาก ส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีทุกช่วงวัย “สุขภาพช่องปากที่ดีนำไปสู่การมีสุขภาพร่างกายที่ดี” จัดสอนแปรงฟันอย่างถูกวิธีให้กับเด็ก โครงการอุดฟันน้ำนมด้วยวิธี SMART Technic โครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุหลักสูตรการบริหารช่องปาก Kenkobi เพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมและการสำลักในผู้สูงวัย เป็นต้น

โครงการไลอ้อนปันสุข มอบสิทธิในการช้อปสินค้าดี ราคาพิเศษ ช่วยลดค่าครองชีพของชุมชน ฯลฯ

โครงการสิ่งแวดล้อมที่สอดรับกับการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน (ESG) ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ลง 55% ในปี 2030 มุ่งสู่เป้าหมายเป็นองค์กร Zero Carbon ในปี 2050 โดยใช้แนวทาง BCG (Bio Circular Green Economy)

โครงการวัฏจักรต้นแบบการเจริญเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดน่าน ความร่วมมือระหว่างบริษัท ไลอ้อน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยชุมชนน่าน ศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ มูลนิธิฮักเมืองน่าน และหอการค้าจังหวัดน่าน พัฒนาภูมิปัญญาไทยใช้สมุนไพรท้องถิ่น และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูล

การดูแลทุกข์สุขของพนักงาน ผู้บริโภค และสังคม การลงทุนนี้ดูเหมือนจะขาดทุนพราะไม่ได้สร้างยอดขายทันที แต่เมื่อมองระยะยาว เราดูแลพนักงานดี เขาก็จะทุ่มเททำงานเพื่อองค์กร สินค้าคุณภาพดี ผู้บริโภคจะมาเป็นลูกค้าเรา ดูแลสังคมดี สังคมก็ศรัทธาเรา สิ่งเหล่านี้นี่เองที่การขาดทุนของเราย้อนกลับมาสร้างกำไรในภายหลัง

  • บริหารคนด้วย ‘ธรรมะ’

การพัฒนาองค์กรนั้น “คน” เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร ไลอ้อนมีหลักการบริหารที่เรียกว่า “องค์กรคนดี” ให้ความสำคัญกับพนักงานทุกระดับ มีวิถีอันเป็นวัฒนธรรมองค์กร “ยกย่องคนดี ส่งเสริมคนเก่ง” จัดกิจกรรมและโครงการเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างสุขด้วยสติในองค์กร (Mindfulness In Organization: MIO)ธรรมะนำชีวิต ส่งผลต่อประสิทธิภาพของงานเพิ่มขึ้น และธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Next Post

"อาคารเขียว" มาแรง ความต้องการทะยานเพิ่มทุกปี

ความต้องการ ESG ตลาดอสังหามาแรง JLL ระบุผู้เช่าอาคารในเอเชียแปซิฟิค ต้องการให้สินทรัพย์ที่ถือครองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 100% ภายในปี 2573 ขณะที่ปัจจุบัน อาคารที่ไ่ด้ Green Certificated มีอยู่แค่ 4% อีก 6 ปีเพิ่มเป็น 87% แต่ยังไม่เพียงพอกับตลาด ส่วนไทยตึกที่ได้อาคารเขียวมีแค่ 3.37 ล้านตารางเมตร 84 โครงการ