“อาคารเขียว” มาแรง ความต้องการทะยานเพิ่มทุกปี

admin
0 0

Sharing is caring!

Read Time:4 Minute, 55 Second

ความต้องการ ESG ตลาดอสังหามาแรง JLL ระบุผู้เช่าอาคารในเอเชียแปซิฟิค ต้องการให้สินทรัพย์ที่ถือครองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 100% ภายในปี 2573 ขณะที่ปัจจุบัน อาคารที่ไ่ด้ Green Certificated มีอยู่แค่ 4% อีก 6 ปีเพิ่มเป็น 87% แต่ยังไม่เพียงพอกับตลาด ส่วนไทยตึกที่ได้อาคารเขียวมีแค่ 3.37 ล้านตารางเมตร 84 โครงการ

ไมเคิล แกลนซี่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จํากัด (JLL) กล่าวว่า แนวคิด ESG ซึ่งประกอบด้วย Environment, Social, และ Governance จะโตต่อเนื่องตลอดปี 2567 โดยผู้เช่าจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังมองหาอาคารสำนักงานที่มีความยั่งยืน รวมถึงต้องผ่านการตรวจสอบรับรองการทำงานของอาคาร ที่ต้องบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Corporate Net Zero Goals) รวมทั้งมาตรฐาน LEED และ WELL

JLL ได้ทำเซอร์เวย์กับผู้เช่าทั่วเอเชียแปซิฟิค พบว่าภายในปี ค.ศ. 2030 สินทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอที่ผู้เช่าถือครองอยู่ ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ที่พักอาศัย หรือออฟฟิศ ต้องได้ Green Certificated 100% ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แค่ 4% ที่ได้ 100% และคาดว่าในอีก 6 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 87% แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด

อนาวิล เจียมประเสริฐ หัวหน้าแผนกบริการงานวิจัยและให้คำปรึกษา และ ไมเคิล แกลนซี่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จํากัด (JLL)

อนาวิล เจียมประเสริฐ หัวหน้าแผนกบริการงานวิจัยและให้คำปรึกษา บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จํากัด (JLL) กล่าวว่า พฤติกรรมการเลือกเช่าอาคารของผู้เช่าเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันให้ความใส่ใจกับเรื่องของ ESG มาเป็นอับดับแรก แทนเรื่องโลเคชั่น และค่าเช่า เพราะบริษัทต่างชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยพบว่าใน 6 เมืองหลักของเอเชีย อย่าง เดลฮี ฮ่องกง เมลเบิร์น มุมไบ สิงคโปร์ และซิดนี่ย์ มีความต้องการมาก แต่อาคารที่มีอยู่สามรรถรอบรับได้เพียง 40% ส่วนที่เหลือดีเวลลอปเปอร์ พยายามปรับปรุงอาคาร เพื่อให้ได้ตามเกณฑ์ที่ผู้เช่าต้องการ (green certification obsession to replaced)

“ทุกคนพูดเรื่อง Green Certificated แต่สิ่งสำคัญ คือการทำให้เกิดขึ้นจริงได้ ต่อไปนี้โฟกัสของผู้เช่า จะย้ายไปอยู่ที่การรักษามาตรฐานและการวัดผลได้ เพื่อให้เกิด Net Zero ขึ้นจริงในระยะยาว ผ่านการทำ Building Performanace Certification และในปี 2030 หรือ 6 ปีข้างหน้า 50% ของผู้เช่า วางแผนที่จะเช่าพื้นที่ที่เป็น Zero Energy Building เท่านั้น”

สำหรับประเทศไทย อนาวิล กล่าวว่า ไทยมีอาคารที่ได้รับอาคารเขียวแค่ 1.74 ล้านตารางเมตร 44 โครงการ ปัจจุบันภายในปี ค.ศ.2024 เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า คือ 3.37 ล้านตารางงเมตร จำนวน 84 โครงการ ในขณะที่พื้นที่ให้เช่าทั้งหมดมีอยู่ 10.5 ล้านตารางเมตร และอีก 5 ปี จะขึ้นมาเป็น 3.91 ล้านตารางเมตร รวม 92 โครงการ

นอกจากนี้ จากผลสำรวจ ยังพบว่าผู้ใช้งานอาคารกว่า 37% ในประเทศไทยที่ทำแบบสำรวจ มีเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนภายในปี 2030 ทำให้การใช้พลังงานหมุนเวียนในอาคารกลายมาเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ และ 80% ยังคาดว่าจะเปลี่ยนรูปแบบพลังงานไปเป็นแบบหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก 23%

การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดนิยามใหม่สำหรับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และพลิกโฉมอาคารจากการบริโภคพลังงานแบบเชิงรับไปสู่การมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่

ยิ่งไปกว่านั้นยังคาดว่าความต้องการพื้นที่ปล่อยคาร์บอนต่ำยังมีส่วนในการพิจารณาต่ออายุสัญญาเช่ากว่า 70% ภายในปี ค.ศ.2028 ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของ ESG ในการตัดสินใจด้านอสังหาริมทรัพย์ และถึงแม้ว่าดีเวลลอปเปอร์จะมุ่งเน้นที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการสร้างอาคาร แต่ผลกระทบจากการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ มักถูกมองข้ามไป ในปัจจุบัน ผู้ใช้อาคารกว่า 70% ในประเทศไทยที่ทำแบบสำรวจระบุว่า การลงทุนในการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในสำนักงานของตนนั้นยังถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยด้านความยั่งยืนที่ท้าทายที่สุด

JLL ย้ำถึงข้อได้เปรียบสำคัญในการผสานรวมหลักการ ESG เข้ากับการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งประกอบไปด้วยการดึงดูดลูกค้าและรักษาความสัมพันธ์กับผู้เช่าด้วยเป้าหมาย ESG ผลต่างระหว่างผลตอบแทน (Green Premium) จากค่าเช่าและมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้ การรวมแนวคิด ESG เข้ากับการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถประหยัดต้นทุนได้มากถึง 6% ของรายได้ต่อปี ผ่านการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและการลดของเสีย

ปี 2028 (พ.ศ.2571) ความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยคาร์บอนของบริษัท จะมีผลต่อการตัดสินใจต่ออายุสัญญาเช่า ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่จะทำให้เจ้าของและนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อโลกของเราเท่านั้นแต่เพื่อผลกำไรของพวกเขาเองด้วยเช่นกัน

อนาคตเรื่องของอาคารเขียว จะไม่ใช่เรื่องแค่ของผู้เช่าและผู้ให้เช่า แต่ผู้เช่ามีเป้าหมายสำคัญของเขาคือ การสร้างการรับรู้ให้กับพนักงาน ได้ตระหนักถึงข้อดีในการอยู่ใน Sustainable Building มาเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยเรื่องการบริหารจัดการพลังงาน ของเสีย น้ำ และอื่นๆ โดยต้องมีการตรวจสอบ เช็คลิสต์มาตรบานของอาคารต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลจริงทางด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเป็นอยุ่ที่ดีของพนักงานในอาคาร ต้องได้รับการบริหารจัดการพื้นที่ในการทำงานที่ดี มีแสงเพียงพอ อุณหภูมิเหมาะสมเป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะอนาคตจะมีมาตรการการตรวจวัดทุกอย่างชัดเจน หากใครไม่ทำ ก็จะลำบาก โดยเฉพาะตลาดผู้เช่า ที่เป็นบริษัทต่างชาติมากถึง 60% และบริษัทต่างชาติเหล่านี้ มีกฎระเบียบตามกติกาบริาัทแม่ และกติกาโลกกำกับ เพราะฉะนั้น หากคุณไม่ใช่ อาคารคุณไม่ตอบโจทย์ คือ พับเก็บได้เลย

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Next Post

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์ SET Awards 2024

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์ SET Awards 2024 รางวัล Best Investor Relations Awards และ Best Asset Management Company Awards-ESG เน้นความสำคัญด้านการกำกับดูแล และความยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุน ส่งข้อมูลเข้าชิงรางวัลกลุ่ม Business Excellence และ Sustainability Excellence

You May Like